ส่วนที่ห้าของซีรีส์ให้ความรู้จาก GO ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักเทรดมือใหม่เข้าใจปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดโลก
คุณส่งคำสั่งซื้อขายในช่วงที่มีการประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ โดยหวังว่าจะจับคู่คำสั่งได้ ณ ระดับราคาเดียวกับที่คุณกดส่ง แต่กลับพบว่าคำสั่งซื้อขายของคุณได้รับการจับคู่ในราคาที่ห่างออกไปหลายจุด หรือคุณอาจจะปิดหน้าจอเทรดในวันศุกร์ด้วยความมั่นใจในสถานะที่มีอยู่ แต่เมื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาอีกครั้งในเช้าวันจันทร์ กลับพบว่าราคาตลาดกระโดดข้ามจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ของคุณไปไกลจนสร้างความเสียหายอย่างไม่คาดคิด
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักประสบกับเหตุการณ์ราคาเปิดกระโดด (Gap) ราคากระชาก (Spike) และคำสั่งจับคู่ในราคาที่ผิดพลาด แล้วมักจะโยนความผิดให้เป็นเรื่องของความผันผวนผิดปกติหรือโชคร้าย ทว่าสภาวะเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า และไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากสภาวะตลาดเฉพาะรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการขาดแคลน "สภาพคล่อง" (Liquidity)
ในภาษาการเทรด สภาพคล่องคือความสามารถในการซื้อหรือขายในตลาด ณ ระดับราคาที่คุณคาดหวัง โดยที่คำสั่งซื้อขายของคุณส่งผลกระทบให้ราคาตลาดเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยหรือไม่เปลี่ยนแปลงเลย การที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง หมายถึงมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากกำลังส่งคำสั่งซื้อขายสลับกันอย่างคึกคัก ณ ระดับราคาที่ใกล้เคียงกัน
วิธีวัดระดับสภาพคล่องแบบเรียลไทม์หน้าจอ
วิธีปฏิบัติที่ง่ายและวัดผลได้จริงที่สุดบนหน้าจอเทรดของคุณ คือการสังเกตส่วนต่างราคาซื้อขาย หรือ Bid-Ask Spread ครับ ส่วนต่าง Spread ที่แคบจะสะท้อนถึงสภาวะสภาพคล่องสูง ขณะที่ Spread ที่กว้างจะส่งสัญญาณว่าสภาพคล่องกำลังลดต่ำลง และสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังค่า Spread นั้นก็คือ ความลึกของตลาด (Market Depth) ซึ่งหมายถึงปริมาณคำสั่งซื้อขายจริงที่ตั้งรอจับคู่อยู่เหนือและใต้ระดับราคาปัจจุบัน
ตลาดที่มีความลึกสูงจะสามารถรองรับคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ได้อย่างราบรื่น แต่เมื่อความลึกของตลาดลดน้อยลง คำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่เพียงคำสั่งเดียวก็สามารถกวาดผ่านระดับราคาที่มีอยู่ และส่งผลให้ราคาตลาดเคลื่อนไหวรุนแรงได้ทันที
ส่วนต่างราคา Bid-Ask ที่แคบแสดงถึงสภาพคล่องสูง ส่วนราคาที่กว้างแสดงถึงสภาพคล่องต่ำ นี่คือตัวชี้วัดสภาวะตลาดที่วัดผลได้ง่ายที่สุดหน้าจอเทรดของคุณ
สัญญาณวัดสดหน้าจอปริมาณคำสั่งซื้อขายจริงที่ตั้งรอจับคู่เหนือและใต้ราคาปัจจุบัน ตลาดที่มีความลึกสูงจะรองรับคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ได้ดีโดยไม่ทำให้ราคาไถล
โครงสร้างสมุดคำสั่งซื้อขาย (Order Book)อธิบายกลไกราคาเปิดกระโดด (Gaps) และราคาไถล (Slippage)
เมื่อสภาพคล่องหายไปจากตลาด กลไกการค้นหาราคาที่เหมาะสม (Price Discovery) จะล้มเหลวลงชั่วคราว สิ่งนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ 2 รูปแบบหลักที่มักจะสร้างความเสียหายให้กับเทรดเดอร์ที่ไม่ได้เตรียมรับมือครับ
ราคาเปิดกระโดด (Gap) คือการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้นระหว่างราคาปิดของเซสชันก่อนหน้าและราคาเปิดของเซสชันถัดไป โดยไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นระหว่างช่วงราคานั้น เช่น หากหุ้นปิดที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ และเปิดตลาดที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐในเช้าวันจันทร์ นั่นคือราคาได้กระโดดลง (Gap Down)
เนื่องจากไม่มีสภาพคล่อง (ไม่มีตลาดเปิดทำการ) ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คำสั่งตัดขาดทุน (Stop-Loss) ที่ตั้งไว้ ณ ระดับ 98 ดอลลาร์สหรัฐ จึงไม่สามารถจับคู่ได้จนกว่าตลาดจะเปิดที่ 95 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาเปิดกระโดดจึงเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการที่สภาพคล่องหายไปในช่วงข้ามคืนหรือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
สภาวะราคาไถล (Slippage) คือส่วนต่างระหว่างราคาที่คุณตั้งใจจะส่งคำสั่งซื้อขาย กับราคาจริงที่ออเดอร์ได้รับการจับคู่สำเร็จ
หากคุณกดส่งคำสั่ง "ซื้อ" ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวรุนแรงที่ระดับ 1.1050 แต่ Order Book บางเกินกว่าจะรองรับคำสั่งซื้อขายของคุณ ณ ระดับราคานั้น ออเดอร์ของคุณอาจไปถูกจับคู่สำเร็จที่ระดับ 1.1055 สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากในสมุดคำสั่งซื้อขายไม่มีปริมาณคำสั่งเพียงพอ ณ ระดับราคาที่คุณต้องการเพื่อจับคู่ออเดอร์ได้ครบเต็มจำนวน
5 สภาวะที่ทำให้สภาพคล่องในตลาดหายไป
สภาพคล่องในตลาดไม่ได้มีระดับคงที่เสมอไป แต่จะเพิ่มขึ้นและลดลงตามช่วงเวลาของวัน ปฏิทินเศรษฐกิจ และสภาวะความตึงเครียดในระบบการเงิน โดยมี 5 สภาวะหลักที่ทำให้สภาพคล่องลดลงอย่างชัดเจน ดังนี้ครับ:
สถาบันการเงินและผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Makers) ปิดทำการหรือลดจำนวนเจ้าหน้าที่ลง ทำให้จำนวนคำสั่งซื้อขายที่ตั้งรอใน Order Book ลดลงอย่างมาก
ตลาด CFD ทั้งหมด โดยเฉพาะดัชนี, อัตราแลกเปลี่ยน (FX) และคริปโทเคอร์เรนซีในช่วงเซสชันเอเชีย โดยคริปโทฯ จะมีความเสี่ยงสูงสุดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ค่า Spread ขยายกว้างขึ้น เกิดราคาเปิดกระโดด (Gap) ในช่วงเปิดเซสชันถัดไป และเกิดราคาไถล (Slippage) สูงหากออเดอร์ได้รับการจับคู่
Market Makers จะถอนหรือลดปริมาณคำสั่งซื้อขายออก เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการคาดการณ์ผิดทิศทาง ส่งผลให้ Order Book บางลงชั่วคราว
คู่เงิน FX (โดยเฉพาะคู่เงินที่มีดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในช่วงประกาศ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)), ทองคำ, ดัชนีหุ้น และพันธบัตรรัฐบาล
ค่า Spread พุ่งสูงขึ้นในนาทีก่อนการรายงานข่าว คำสั่งซื้อขายถูกจับคู่ ณ ระดับราคาที่ห่างจากราคาหน้าจอ และราคามักจะเหวี่ยงกลับทางอย่างรวดเร็ว
ผู้ให้บริการสภาพคล่องหลักไม่อยู่ในตลาด วันหยุดของลอนดอน นิวยอร์ก และโตเกียว แต่ละแห่งส่งผลให้ความลึกของตลาดโลก (Global Depth) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ตลาดที่ศูนย์กลางแห่งนั้นเป็นผู้ดูแลสภาพคล่องหลัก เช่น วันหยุดของลอนดอนจะกระทบยูโร (EUR), ปอนด์ (GBP) และทองคำ ส่วนวันหยุดของนิวยอร์กจะกระทบ USD และตลาดหุ้น
สภาวะการซื้อขายเบาบาง การเคลื่อนไหวของราคาเกิดความผันผวนเกินจริง และขาดแรงขับเคลื่อนทิศทางที่ชัดเจน
ช่วงเปิดตลาดจะมีการสะสมคำสั่งซื้อขายที่ไม่สมดุลจากข่าวข้ามคืน ส่วนช่วงปิดตลาดจะมีการเคลียร์สถานะ (Position Squaring) ทั้งสองช่วงเวลาทำให้ Order Book บางลงชั่วคราว
หุ้นรายตัวช่วงเปิดตลาด, ตลาด FX ช่วงเปิดเซสชันลอนดอนและช่วงปิดเซสชันนิวยอร์ก รวมถึงดัชนีหุ้นช่วงเปิดตลาด
เกิดราคาเปิดกระโดดจากราคาปิดวันก่อนหน้า ราคากระชากอย่างรวดเร็วในช่วงเปิดตลาดซึ่งอาจไม่ใช่ทิศทางที่แท้จริง และค่า Spread ถ่างกว้างในช่วง 15 นาทีแรก
ความกลัวทำให้ผู้ดูแลสภาพคล่องและนักลงทุนสถาบันถอยออกจากตลาดพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นการดึงสภาพคล่องออกไปในเวลาที่ตลาดต้องการมากที่สุด
กระทบทุกตลาดพร้อมกัน เช่น วิกฤตการเงินปี 2008, เหตุการณ์โควิดเดือนมีนาคม 2020 หรือเหตุการณ์ Flash Crash เดือนสิงหาคม 2015
สินทรัพย์ทั้งหมดเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ค่า Spread ถ่างกว้างรุนแรง ราคาทองคำอาจร่วงลงแม้จะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และการชนจุด Stop Loss ชนวนให้เกิดแรงเทขายต่อเนื่องเป็นลูกคลื่น
ตลาดที่เสี่ยงต่อความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมากที่สุด
สภาพคล่องมีพฤติกรรมแตกต่างกันตามประเภทของสินทรัพย์ที่ทำการซื้อขาย การเข้าใจข้อจำกัดเฉพาะของแต่ละผลิตภัณฑ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการวางแผนรับมือครับ
ทองคำ (XAU/USD) มีสภาพคล่องสูงมากในช่วงชั่วโมงการทำการหลัก แต่ในนาทีก่อนการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ ค่า Spread สามารถถ่างกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากผู้ดูแลสภาพคล่องลดการเปิดรับความเสี่ยง และในภาวะวิกฤตตึงเครียดของตลาด ทองคำอาจดิ่งลงแรงไม่ใช่เพราะคุณสมบัติสินทรัพย์ปลอดภัยสูญเสียไป แต่เป็นเพราะแรงกดดันด้านสภาพคล่องบีบให้นักลงทุนต้องขายสินทรัพย์คล่องตัวสูงทุกชนิดเพื่อนำเงินไปเติมหลักประกัน (Margin Call) ในพอร์ตส่วนอื่น
บิตคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีเปิดซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน แต่สภาพคล่องในช่วงเสาร์-อาทิตย์จะบางกว่าวันธรรมดาอย่างมาก สำหรับอัลต์คอยน์ (Altcoins) ความลึกของตลาดจะน้อยกว่าบิตคอยน์อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้คำสั่งซื้อขายขนาดเล็กก็สามารถดันราคาให้แกว่งตัวรุนแรงหรือเกิด Flash Crash ได้ ศึกษาความต่างของสองสินทรัพย์เพิ่มเติมได้ใน คู่มือการเทรด CFD ทองคำ ปะทะ คริปโทเคอร์เรนซี
สภาพคล่องในตลาดเงินเคลื่อนที่ตามดวงอาทิตย์ โดยจะหนาแน่นที่สุดเมื่อศูนย์กลางการเงินใหญ่อย่างลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทำการคาบเกี่ยวกัน คู่เงินดอลลาร์ออสเตรเลียเทียบ ดอลลาร์สหรัฐ (AUD/USD) จะมีสภาพคล่องสูงที่สุดช่วงเซสชันซิดนีย์และโตเกียวคาบเกี่ยวกับช่วงเปิดเซสชันลอนดอน แต่จะบางอย่างน่าประหลาดใจในช่วงเริ่มต้นเซสชันซิดนีย์
ดัชนีหุ้นอย่าง ASX 200 ของออสเตรเลีย อาจเกิดราคาเปิดกระโดด (Gap) เมื่อเปิดตลาดเนื่องจากการสะสมตัวของข่าวสารข้ามคืน ช่วง 15 นาทีแรกหลังระฆังเปิดตลาดมักจะผันผวนสูงและคาดเดาทิศทางยากที่สุด ขณะที่สมุดคำสั่งซื้อขายกำลังรวบรวมคำสั่งเข้าสู่ระบบ
แม้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีขนาดมหาศาล แต่สภาพคล่องจะบางลงอย่างมากในช่วงนอกเวลาทำการ และเมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yields) อาจเกิดปฏิกิริยาตอบรับที่รุนแรงเกินจริงเนื่องจากสภาพคล่องหายไปจากสมุดคำสั่งซื้อขายชั่วคราว
จังหวะเวลาและปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง
เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกจนไม่กล้าเทรดเมื่อเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง แต่การรู้ว่าเมื่อใดควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษคือหัวใจสำคัญครับ ช่วงเวลานอกเวลาทำการและวันหยุดสุดสัปดาห์ (โดยเฉพาะคริปโทฯ และดัชนีหุ้น) คือช่วงเวลาที่สภาพคล่องบางอย่างชัดเจน
นาทีก่อนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ช่วง 15 นาทีแรกและ 15 นาทีสุดท้ายของเซสชันการซื้อขาย และช่วงเวลาที่เกิดความตึงเครียดในระบบการเงินโลก ต่างเป็นสภาวะที่เทรดเดอร์ควรคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะพบกับ Spread ที่กว้างขึ้นและราคาสวิงผิดปกติ การตรวจสอบปฏิทินเศรษฐกิจและติดตามชั่วโมงการทำการของแต่ละเซสชัน จะช่วยให้คุณเตรียมพร้อมรับมือแทนที่จะถูกตลาดเล่นงานโดยไม่ทันตั้งตัว
-
ช่วงข้ามคืน & วันหยุดสุดสัปดาห์: ผู้ดูแลสภาพคล่องและโต๊ะเทรดของสถาบันปิดทำการหรือลดกำลังคน ทำให้คำสั่งตั้งรอในระบบลดลงมาก
-
ไม่กี่นาทีก่อนรายงานข่าว: Order Book จะบางลงชั่วคราวก่อนตัวเลขมหภาคสำคัญ หรือการตัดสินใจ อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
-
15 นาทีแรก & 15 นาทีสุดท้าย: การสะสางคำสั่งไม่สมดุลช่วงเปิดตลาด และการเคลียร์สถานะช่วงปิดตลาด สร้างสภาวะสภาพคล่องบางชั่วคราว
-
สภาวะตึงเครียดในระบบการเงิน: ความกลัวทำให้ผู้ให้บริการสภาพคล่องถอยออกพร้อมกัน ดึงสภาพคล่องออกจากระบบในเวลาที่ต้องการมากที่สุด
สภาพคล่องไม่ใช่ค่าคงที่ สภาวะราคาไถล (Slippage) และราคาเปิดกระโดด (Gaps) ไม่ใช่เรื่องของ "โชคร้าย" แต่เป็นต้นทุนตามกลไกโดยตรงเมื่อสมุดคำสั่งซื้อขายบางลง
การตรวจสอบปฏิทินเศรษฐกิจและติดตามชั่วโมงการทำการของเซสชันหลัก ช่วยให้เทรดเดอร์เตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะเหล่านี้ได้ล่วงหน้าครับ

