Vee Leung Phan ( @TrackRecordAsia ) is the Founder of TrackRecord Asia and former Head of Trading across multiple divisions for Deutsche Bank and Morgan Stanley. TrackRecord Asia is a financial training academy for trading teams in banks and professional traders – designed to teach you the frameworks learnt in his days across first-class institutions. In this follow-up episode from Season 1, we covered: TrackRecord Asia Philosophy & Risk management His approach to trading Global state of affairs Hong Kong protests & China
ทุกๆ วัน เทรดเดอร์ต่างเฝ้ามองราคาทองคำ น้ำมัน และหุ้นที่ขยับเคลื่อนไหวเพื่อมองหาปัจจัยเร่งตัวต่อไป ทว่า เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เกือบทั้งหมดในตลาดกลับมีพลังงานที่มองไม่เห็นคอยกำหนดทิศทางอยู่ นั่นคือ "เงินดอลลาร์สหรัฐฯ" ครับ
เทรดเดอร์หลายคนอาจมองเงินดอลลาร์เป็นเพียงแค่คู่เงินคู่หนึ่งที่มีไว้เก็งกำไรทั่วไป ซึ่งนั่นอาจทำให้คุณพลาดภาพรวมที่สำคัญของตลาดไปครับ เพราะเมื่อใดที่คุณกำลังพิจารณาราคาทองคำ น้ำมัน หรือเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย นั่นหมายความว่าคุณกำลังเลือกวางสถานะที่มีมุมมองต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ร่วมด้วยเสมอ ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามครับ
เงินดอลลาร์สหรัฐฯ คือสกุลเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของโลก (World’s reserve currency) ทำหน้าที่เป็นตัวตั้งราคาสำหรับการค้าโลก สินค้าโภคภัณฑ์ และความเสี่ยง ดังนั้นเมื่อเงินดอลลาร์ขยับเคลื่อนไหว ผลกระทบย่อมกระเพื่อมส่งต่อไปยังเกือบทุกตลาดที่เทรดเดอร์เฝ้ามองครับ
เงินดอลลาร์สหรัฐฯ คืออะไรในความเป็นจริง
ในตลาดการเงิน มูลค่าของเงินดอลลาร์มักจะถูกวัดผ่าน ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้แกะรอยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก 6 สกุลเงิน โดยเงินยูโร (EUR) จะมีสัดส่วนน้ำหนักที่มากที่สุด ตามมาด้วย เยนญี่ปุ่น, ปอนด์สเตอลิงก์, ดอลลาร์แคนาดา, โครนาสวีเดน และฟรังก์สวิสครับ
เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คือสกุลเงินทุนสำรองของโลก มันจึงทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังของระบบการเงินโลก โดยธนาคารกลางต่างๆ จะเก็บสะสมมันไว้ในฐานะทุนสำรอง การค้าระหว่างประเทศจะถูกชำระด้วยเงินดอลลาร์ และสินค้าโภคภัณฑ์หลักๆ ก็จะถูกตั้งราคาด้วยสกุลเงินนี้เป็นหลักครับ
ดังนั้น เมื่อนักวิเคราะห์พูดถึงประเด็น "เงินดอลลาร์แข็งค่า" หรือ "เงินดอลลาร์อ่อนค่า" พวกเขาหมายถึงการที่ดัชนี DXY กำลังขยับปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินพันธมิตรเหล่านี้ครับ
ทำไมเทรดเดอร์จึงต้องจับตาดูเงินดอลลาร์ แม้ในตอนที่พวกเขาไม่รู้ตัว
เนื่องจากเงินดอลลาร์ทำหน้าที่เป็นหน่วยตั้งราคาให้กับสินทรัพย์ทั่วโลกจำนวนมาก ความเคลื่อนไหวของมันจึงส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์เหล่านั้นโดยอัตโนมัติในเชิงกลไก โดยมีความเชื่อมโยง 4 ประการที่สำคัญสำหรับเทรดเดอร์ที่กำลังดำเนินกิจกรรมอยู่ในตลาดเหล่านี้ครับ
1. ทองคำ (XAU/USD) ถูกตั้งราคาในรูปเงินดอลลาร์ เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นสามารถทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ถือครองสกุลเงินอื่น ซึ่งอาจส่งผลกดดันให้ราคาปรับตัวลดลง ในทางกลับกัน ผลลัพธ์ในทิศทางตรงกันข้ามก็อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงครับ
2. น้ำมัน (WTI และ Brent) มักจะดำเนินไปตามพลวัตที่คล้ายคลึงกันนี้ครับ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ (USD Strength) มักจะส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ ในขณะที่การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ (USD Weakness) มักจะทำหน้าที่เป็นปัจจัยช่วยหนุนราคาครับ
3. คู่เงิน AUD/USD เป็นคู่เงินที่มีความอ่อนไหวสูงต่อความเสี่ยง (Risk-sensitive currency pair) โดยมีความผูกพันอย่างแน่นหนากับสินค้าโภคภัณฑ์และความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยทั่วไปคู่เงินนี้จะปรับตัวลดลงเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นและพฤติกรรมการเปิดรับความเสี่ยงของโลกชะลอตัวลง กลายเป็นปัจจัยกดดันสองเท่า (Double Headwind) สำหรับคู่เงินนี้ครับ
4. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงดัชนี S&P 500 ก็สามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันนี้เช่นกัน เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ เนื่องจากรายได้จากต่างแดนจะถูกแปลงกลับมาเป็นจำนวนเงินดอลลาร์ที่น้อยลงในบ้านเกิด ซึ่งผลกระทบต่อกำไรดังกล่าวจะหลั่งไหลสะท้อนเข้าสู่ระดับการประเมินมูลค่าของดัชนีครับ
รูปแบบผลกระทบเชิงทิศทางโดยทั่วไปเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ข้อมูลนี้เป็นเพียงแนวโน้มเชิงสถิติ ไม่ใช่สิ่งรับประกัน 100% ครับ
ปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เคลื่อนไหว
เงินดอลลาร์ไม่ได้ขยับเขยื้อนอย่างไร้ทิศทางในสุญญากาศ ทว่า มันจะตอบสนองต่อแรงขับเคลื่อนหลัก 5 ประการ การทำความเข้าใจแรงขับเคลื่อนเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์ก้าวข้ามผ่านจากการเทรดตามราคาบนหน้าจอ ไปสู่การอ่านบริบทและเหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนไหวนั้นครับ
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Rate Differentials) เป็นตัวขับเคลื่อนการไหลเวียนของเงินทุน อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นจะดึงดูดเงินทุนให้ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ในรูปเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเพิ่มความต้องการซื้อในสกุลเงินนี้ครับ
Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือส่งสัญญาณดำเนินนโยบายในทิศทางที่ผ่อนคลายลง (Dovish)
เศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและรักษาความต้องการซื้อเงินดอลลาร์ไว้ โดยความแตกต่างของการเติบโต (Growth Divergence) ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนที่เหนียวแน่นที่สุดของแนวโน้มค่าเงินครับ
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวได้รวดเร็วกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ของโลก
ตัวเลขการเติบโตของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงหรือออกมาน่าผิดหวังเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้า
เงินดอลลาร์มักจะได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็นหนึ่งในสกุลเงินสินทรัพย์ปลอดภัยหลักของโลก ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ความต้องการซื้อเงินดอลลาร์จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงเนื่องจากสถาบันต่างๆ พากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือครองเงินสดครับ
เกิดความตื่นตระหนกทั่วโลก, ตลาดหุ้นโดนเทขายอย่างหนัก, หรือเกิดสภาวะตึงเครียดในระบบสินเชื่อ
พฤติกรรมการเปิดรับความเสี่ยง (Risk Appetite) ฟื้นคืนกลับมา กลุ่มเทรดเดอร์ขยับเม็ดเงินไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
อัตราเงินเฟ้อสามารถขับเคลื่อนตลาดได้เนื่องจากมันจะเข้าไปปรับเปลี่ยนความคาดหวังที่มีต่อ Fed ซึ่งสามารถส่งผลต่อเนื่องมายังค่าเงินดอลลาร์ โปรดจับตาดูว่าข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ถึงสิ่งใดในแง่ของแนวโน้มดอกเบี้ย ไม่ใช่ดูเพียงแค่ตัวเลขหัวข้อหลักครับ
ตัวเลขเงินเฟ้อวิ่งร้อนแรง และตลาดคาดการณ์ว่า Fed จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ตัวเลขเงินเฟ้อชะลอตัวลง และความคาดหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขยับเพิ่มสูงขึ้น
ความต้องการเงินดอลลาร์นอกชายฝั่ง (Offshore Demand) ที่แข็งแกร่ง ซึ่งถูกนำไปใช้เพื่อชำระราคาการค้าและบริการหนี้สิน สามารถขับเคลื่อนมูลค่าของสกุลเงินได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศของสหรัฐฯ ครับ
เกิดสภาวะตึงเครียดด้านเงินทุนดอลลาร์ หรือมีภาวะขาดแคลนเงินดอลลาร์นอกชายฝั่งสหรัฐฯ
สภาพคล่องในระบบล้นเหลือ หรือมีการเปิดใช้งานมาตรการ QE หรือวงเงิน Swap Lines จากทาง Fed ครับ
อย่าเพิ่งดูแค่ว่าเงินดอลลาร์กำลังปรับตัวขึ้นหรือลดลงเพียงอย่างเดียวครับ แต่โปรดจับตาดูว่า "ทำไมมันจึงเคลื่อนไหว" ด้วยครับ
การดีดตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการดีดตัวขึ้นที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความตื่นตระหนกของโลก โดยในกรณีแรกจะเป็นสัญญาณการเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) ส่วนกรณีหลังจะเป็นสัญญาณหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) ซึ่งกลุ่มตลาดที่ได้รับประโยชน์และกลุ่มตลาดที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดัน ย่อมจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากในแต่ละสภาวะการณ์ครับ


