ทุกๆ วัน เทรดเดอร์ต่างเฝ้ามองราคาทองคำ น้ำมัน และหุ้นที่ขยับเคลื่อนไหวเพื่อมองหาปัจจัยเร่งตัวต่อไป ทว่า เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เกือบทั้งหมดในตลาดกลับมีพลังงานที่มองไม่เห็นคอยกำหนดทิศทางอยู่ นั่นคือ "เงินดอลลาร์สหรัฐฯ" ครับ
เทรดเดอร์หลายคนอาจมองเงินดอลลาร์เป็นเพียงแค่คู่เงินคู่หนึ่งที่มีไว้เก็งกำไรทั่วไป ซึ่งนั่นอาจทำให้คุณพลาดภาพรวมที่สำคัญของตลาดไปครับ เพราะเมื่อใดที่คุณกำลังพิจารณาราคาทองคำ น้ำมัน หรือเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย นั่นหมายความว่าคุณกำลังเลือกวางสถานะที่มีมุมมองต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ร่วมด้วยเสมอ ไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามครับ
ทำไมเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จึงมีความสำคัญ
เงินดอลลาร์สหรัฐฯ คือสกุลเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของโลก (World’s reserve currency) ทำหน้าที่เป็นตัวตั้งราคาสำหรับการค้าโลก สินค้าโภคภัณฑ์ และความเสี่ยง ดังนั้นเมื่อเงินดอลลาร์ขยับเคลื่อนไหว ผลกระทบย่อมกระเพื่อมส่งต่อไปยังเกือบทุกตลาดที่เทรดเดอร์เฝ้ามองครับ
เงินดอลลาร์สหรัฐฯ คืออะไรในความเป็นจริง
ในตลาดการเงิน มูลค่าของเงินดอลลาร์มักจะถูกวัดผ่าน ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้แกะรอยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก 6 สกุลเงิน โดยเงินยูโร (EUR) จะมีสัดส่วนน้ำหนักที่มากที่สุด ตามมาด้วย เยนญี่ปุ่น, ปอนด์สเตอลิงก์, ดอลลาร์แคนาดา, โครนาสวีเดน และฟรังก์สวิสครับ
เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คือสกุลเงินทุนสำรองของโลก มันจึงทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังของระบบการเงินโลก โดยธนาคารกลางต่างๆ จะเก็บสะสมมันไว้ในฐานะทุนสำรอง การค้าระหว่างประเทศจะถูกชำระด้วยเงินดอลลาร์ และสินค้าโภคภัณฑ์หลักๆ ก็จะถูกตั้งราคาด้วยสกุลเงินนี้เป็นหลักครับ
ดังนั้น เมื่อนักวิเคราะห์พูดถึงประเด็น "เงินดอลลาร์แข็งค่า" หรือ "เงินดอลลาร์อ่อนค่า" พวกเขาหมายถึงการที่ดัชนี DXY กำลังขยับปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินพันธมิตรเหล่านี้ครับ
ทำไมเทรดเดอร์จึงต้องจับตาดูเงินดอลลาร์ แม้ในตอนที่พวกเขาไม่รู้ตัว
เนื่องจากเงินดอลลาร์ทำหน้าที่เป็นหน่วยตั้งราคาให้กับสินทรัพย์ทั่วโลกจำนวนมาก ความเคลื่อนไหวของมันจึงส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์เหล่านั้นโดยอัตโนมัติในเชิงกลไก โดยมีความเชื่อมโยง 4 ประการที่สำคัญสำหรับเทรดเดอร์ที่กำลังดำเนินกิจกรรมอยู่ในตลาดเหล่านี้ครับ
1. ทองคำ (XAU/USD) ถูกตั้งราคาในรูปเงินดอลลาร์ เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นสามารถทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ถือครองสกุลเงินอื่น ซึ่งอาจส่งผลกดดันให้ราคาปรับตัวลดลง ในทางกลับกัน ผลลัพธ์ในทิศทางตรงกันข้ามก็อาจเกิดขึ้นได้เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงครับ
2. น้ำมัน (WTI และ Brent) มักจะดำเนินไปตามพลวัตที่คล้ายคลึงกันนี้ครับ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ (USD Strength) มักจะส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ ในขณะที่การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ (USD Weakness) มักจะทำหน้าที่เป็นปัจจัยช่วยหนุนราคาครับ
3. คู่เงิน AUD/USD เป็นคู่เงินที่มีความอ่อนไหวสูงต่อความเสี่ยง (Risk-sensitive currency pair) โดยมีความผูกพันอย่างแน่นหนากับสินค้าโภคภัณฑ์และความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยทั่วไปคู่เงินนี้จะปรับตัวลดลงเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นและพฤติกรรมการเปิดรับความเสี่ยงของโลกชะลอตัวลง กลายเป็นปัจจัยกดดันสองเท่า (Double Headwind) สำหรับคู่เงินนี้ครับ
4. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงดัชนี S&P 500 ก็สามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันนี้เช่นกัน เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัทข้ามชาติของสหรัฐฯ เนื่องจากรายได้จากต่างแดนจะถูกแปลงกลับมาเป็นจำนวนเงินดอลลาร์ที่น้อยลงในบ้านเกิด ซึ่งผลกระทบต่อกำไรดังกล่าวจะหลั่งไหลสะท้อนเข้าสู่ระดับการประเมินมูลค่าของดัชนีครับ
ทองคำ · XAU/USD
ราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ
↓
น้ำมัน · WTI/Brent
การตั้งราคาในรูปดอลลาร์สร้างปัจจัยกดดัน
↓
คู่เงิน AUD/USD
ได้รับผลกระทบสองเท่าจากทั้งปัจจัยเสี่ยงและสินค้าโภคภัณฑ์
↓
ดัชนี S&P 500
เกิดปัจจัยกดดันต่อผลกำไรของบริษัทข้ามชาติ
↓
รูปแบบผลกระทบเชิงทิศทางโดยทั่วไปเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ข้อมูลนี้เป็นเพียงแนวโน้มเชิงสถิติ ไม่ใช่สิ่งรับประกัน 100% ครับ
ปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เคลื่อนไหว
เงินดอลลาร์ไม่ได้ขยับเขยื้อนอย่างไร้ทิศทางในสุญญากาศ ทว่า มันจะตอบสนองต่อแรงขับเคลื่อนหลัก 5 ประการ การทำความเข้าใจแรงขับเคลื่อนเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์ก้าวข้ามผ่านจากการเทรดตามราคาบนหน้าจอ ไปสู่การอ่านบริบทและเหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนไหวนั้นครับ
ปัจจัยที่ขับเคลื่อนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
ปัจจัยหนุนแข็งค่า
Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
ปัจจัยกดดันอ่อนค่า
Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือส่งสัญญาณดำเนินนโยบายในทิศทางที่ผ่อนคลายลง (Dovish)
ปัจจัยหนุนแข็งค่า
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวได้รวดเร็วกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ของโลก
ปัจจัยกดดันอ่อนค่า
ตัวเลขการเติบโตของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงหรือออกมาน่าผิดหวังเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้า
ปัจจัยหนุนแข็งค่า
เกิดความตื่นตระหนกทั่วโลก, ตลาดหุ้นโดนเทขายอย่างหนัก, หรือเกิดสภาวะตึงเครียดในระบบสินเชื่อ
ปัจจัยกดดันอ่อนค่า
พฤติกรรมการเปิดรับความเสี่ยง (Risk Appetite) ฟื้นคืนกลับมา กลุ่มเทรดเดอร์ขยับเม็ดเงินไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
ปัจจัยหนุนแข็งค่า
ตัวเลขเงินเฟ้อวิ่งร้อนแรง และตลาดคาดการณ์ว่า Fed จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ปัจจัยกดดันอ่อนค่า
ตัวเลขเงินเฟ้อชะลอตัวลง และความคาดหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขยับเพิ่มสูงขึ้น
ปัจจัยหนุนแข็งค่า
เกิดสภาวะตึงเครียดด้านเงินทุนดอลลาร์ หรือมีภาวะขาดแคลนเงินดอลลาร์นอกชายฝั่งสหรัฐฯ
ปัจจัยกดดันอ่อนค่า
สภาพคล่องในระบบล้นเหลือ หรือมีการเปิดใช้งานมาตรการ QE หรือวงเงิน Swap Lines จากทาง Fed ครับ
จุดที่ต้องจับสังเกตเพิ่มเติม
อย่าเพิ่งดูแค่ว่าเงินดอลลาร์กำลังปรับตัวขึ้นหรือลดลงเพียงอย่างเดียวครับ แต่โปรดจับตาดูว่า "ทำไมมันจึงเคลื่อนไหว" ด้วยครับ
การดีดตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการดีดตัวขึ้นที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความตื่นตระหนกของโลก โดยในกรณีแรกจะเป็นสัญญาณการเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) ส่วนกรณีหลังจะเป็นสัญญาณหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) ซึ่งกลุ่มตลาดที่ได้รับประโยชน์และกลุ่มตลาดที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดัน ย่อมจะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากในแต่ละสภาวะการณ์ครับ